เรื่องเล่าจากสมุนไพรจีน http://johncusack.net Tue, 31 Oct 2017 21:50:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.3 3สมุนไพรที่แพงมากๆ http://johncusack.net/2017/07/21/3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%86/ Fri, 21 Jul 2017 08:45:48 +0000 http://johncusack.net/?p=18 สมุนไพรหลายชนิดมากพบได้ทั่วไปธรรมชาติ มีราคาไม่แพงมากนัก แต่ก็มีสมุนไพรบางชนิดที่มีราคาสูงมากๆ หากเทียบกันตามน้ำหนักแล้วอาจแพงเสียยิ่งกว่าทองคำ หรืออัญญมณีเสียด้วยซ้ำ อาจเนื่องมากจากความหายาก กระบวนการการผลิตที่ยากลำบาก หรือสรรพคุณของสมุนไพรที่สามารถบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี ก็แล้วแต่ชนิดของสมุนไพร เราจึงได้ทำการรวบรวมสมุนไพรที่มีราคาสูงมากๆจากส่วนต่างๆของโลกมาให้ได้ทราบกัน

หญ้าฝรั่น ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูสำหรับคุ้นสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ในวงการสมุนไพร หรืออาหาร ก็จะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี สมุนไพรชนิดนี้ถูกใช้ในการประกอบเป็นยา และอาหารราคาแพงๆ และยังสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหอมอีกด้วย ที่พืชที่ไม่ใช่หญ้าแต่เป็นเกสรของดอกไม้ชนิดหนึ่งนี้มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย ช่วยลดการเกิดแผลในกระเพราะอาหาร ลดความเครียด ลดอาการปวด อักเสบต่างๆ  สามารถต้านเชื้อราและแบคทีเรียได้หลายชนิด สิ่งที่ทำให้พืชชนิดนี้มีราคาแพงคือขั้นตอนในการเก็บเกี่ยว และเก็บรักษาที่ยากลำบากมาก คือต้องเก็บด้วยมือเท่านั้น ต้องทำให้เสร็จภายใน1วัน และห้ามโดนแสงแดดอย่างเด็ดขาด จึงไม่แปลกใจเลยว่าเครื่องเทศ หรือสมุนไพรชนิดนี้จะมีราคาถึง กิโลกรัมละ 37,000-370,000บาทเลยทีเดียว

โสม เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่มีความยากในปลุก และต้องใช้ระยะยาวนานถึง 6 ปี และด้วยระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยวเพียงไม่กี่เดือนคุณภาพของโสมก็จะลดลงทันที โสมนั้นยิงเกรดดีๆยิ่งมีราคาแพงมากๆเพราะต้องคัดเอาแต่ส่วนดีๆมาเท่านั้น และด้วยสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ จึงส่งผลให้โสมมีราคาตั่งแต่กิโลกรัมละหลักหมื่น ถึงหลักล้านบาทเลยที่เดียว

ถั่งเช่า หรือหญ้าหนอน เนื่องด้วยความยากในการเกิดขึ้น การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษา ที่ค่อนข้างลำบาก รวมกับสรรพคุณที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงการบำรุงระบบเลือด และอวัยวะภายในต่างๆ ส่งผลให้สมุนไพรที่มีลักษณะ คล้ายกับตัวหนอน ขนาดเล็กมีราคาถึงกิโลกรัม 250,000บาท ถึงมากกว่า2ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ และฤดูกาลอีกด้วย

สมุนไพรเหล่านี้แม้จะมีราคาสูงมากๆ แต่ด้วยสรรพคุณที่คุ้มค่าของมัน ทำให้ความนิยมต่อตัวสมุนไพรเหล่านี้ก็ยังสูงอยู่พอสมควร

]]>
12 สมุนไพรจีน ช่วยบำรุงสุขภาพ http://johncusack.net/2017/06/17/12-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8/ Sat, 17 Jun 2017 09:47:19 +0000 http://johncusack.net/?p=5

ตามไปซื้ออาหาร – สมุนไพรจีน มาทำเมนูอร่อยกัน
เม็ดเก๋ากี้
รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไต และสายตา ช่วยให้ผมดำและบำรุงผิวพรรณ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ใช้บำบัดผู้ที่ตับไตอ่อนแอ หญิงที่มีประจำเดือนผิดปกติ โลหิตจาง ตามัว และแก่ก่อนวัย
วิธีปรุง ชงน้ำดื่มแทนน้ำชา หรือ ใส่ลงในน้ำซุป ตุ๋น ใช้ครั้งละ 5-30 กรัม
ผู้ไม่ควรบริโภค เป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ม้ามอ่อนแอ อุจจาระเหลว
ห่วยซัว
รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง ช่วยถอนพิษและบรรเทาอาการบวม มักใช้บำบัดอาการม้ามพร่อง ถ่ายอุจจาระเหลว ไอและมีเสมหะเนื่องจากโรคปอด บำรุงไต และใช้ได้ผลมากกับอาการอันเกิดจากโรคเบาหวาน เช่น กระหายน้ำ ซูบผอม หากเด็กมีอาการนอนไม่หลับเบื่ออาหารก็ให้รับประทานได้
วิธีปรุง
1. ห่วยซัวรสอร่อยไม่เลี่ยน ใส่ในซุปกินเป็นประจำจะช่วยบำรุงอวัยวะทั้งห้า
2.ห่วยซัว 100 กรัม บดเป็นผง ใส่เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ นำไปต้มในหม้อจนมีกลิ่นหอม ใส่เหล้าอีก 1 ถ้วย คนให้เข้ากัน ดื่มตอนท้องว่าง
ผู้ไม่ควรบริโภค ผู้ที่เป็นวัณโรคเกิดจากปัจจัยภายในพร่อง
อึ่งคี้หรือปั๊กคี้
รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุอุ่นเล็กน้อย ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือดลม ขับปัสสาวะและเสริมภูมิต้านทานโรค จึงใช้บำบัดอาการอ่อนล้า เหมาะสำหรับใช้เป็นยาบำรุงสำหรับคนชราและผู้มีร่างกายอ่อนแอ เพราะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำในร่างกาย และลดความดันโลหิต
วิธีปรุง
1.ใส่ผสมในน้ำซุปปลาหลีฮื้อน้ำแดงหรือซุปหอยนางรมอึ่งคี้ 2.ใส่ข้าวต้ม 3.ชงน้ำดื่มเป็นน้ำชา
2.อึ่งคี้ 20 กรัม พุทราจีน 10 ลูก ต้มน้ำดื่มวันละ 1 ชุด โดยต้มได้สองครั้ง ช่วยบำบัดอาการอ่อนล้า เป็นหวัดง่าย
ผู้ไม่ควรบริโภค มีอาการไอ เสมหะมาก มีไข้สูง แน่นท้อง ลิ้นมีฝ้าขุ่นหนา
ซัวเซียม
รสชาติและสรรพคุณ ประกอบด้วยแห้ง น้ำมันหอมระเหย อัลคาลอยด์ ช่วยบำรุงปอด แก้ไอขับเสมหะ ใช้บำบัดอาการไอเรื้อรัง เสมหะเป็นฟอง ซูบผอม ซึมเซา เสมหะมีเลือดปน
วิธีปรุง เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทตุ๋น และข้าวต้ม
เง็กเต็ก
รสชาติและสรรพคุณ ประกอบด้วยอัลคาลอยด์ กรดนิโคติน วิตามินเอ มีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงอวัยวะภายใน บำรุงหัวใจ
วิธีปรุง เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทตุ๋น และข้าวต้ม
ข้อควรระวัง กินเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจมีผลร้ายได้
ลูกเคียมซิก
รสชาติและสรรพคุณ รสหวานอมฝาด มีธาตุเป็นกลาง สรรพคุณที่เด่นที่สุดคือ การบำรุงม้ามและขับน้ำในร่างกาย ระงับอาการน้ำอสุจิหลั่งเร็ว บำรุงม้าม แก้ท้องเดิน มักใช้บำบัดโรคหนองใน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
วิธีปรุง
1.ลูกเคียมซิกและแป๊ะฮะอย่างละ 60 กรัม ห่วยซัว 100 กรัม ต้มเป็นโจ๊กกิน ช่วยบำบัดอาการท้องเดินเรื้อรัง
2.ลูกเคียมซิก 30 กรัม เม็ดบัว 15 กรัม ต้มกับน้ำและปรุงรสด้วยน้ำตาลกินวันละ 2 ครั้ง ใช้บำบัดอาการตกขาว และน้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย
3. ใช้เคียมซิกต้มเป็นซุปดื่ม แก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท ปวดเมื่อยตามข้อกระดูก
ผู้ไม่ควรบริโภค เคียมซิกมีฤทธิ์ลดเหงื่อแรงมาก ผู้มีอาการปัสสาวะขัดและท้องผูกเป็นประจำไม่ควรกิน
แป๊ะฮะ
รสชาติและสรรพคุณ แป๊ะฮะขาวถือว่าดีที่สุด รสหวานอมขม มีธาตุเป็นกลาง ชุ่มปอด แก้ไอ ทำให้จิตใจสงบ มักใช้กับผู้ป่วยวัณโรค และแก้อาการนอนไม่หลับได้ผลดี
วิธีปรุง
1.นำแป๊ะฮะสด 200 กรัม ผสมน้ำผึ้ง ½ ถ้วย นึ่งให้นิ่ม อมจะช่วยให้ชุ่มคอ
2.แป๊ะฮะและลูกพุทราเปรี้ยวอย่างละ 50 กรัม ต้มน้ำดื่ม บำบัดอาการนอนไม่หลับ
ผู้ไม่ควรบริโภค ผู้ที่ม้ามและกระเพาะพร่อง-เย็น ไม่ควรกิน
ตังกุย
รสชาติและสรรพคุณ รสหวานอมเผ็ด มีธาตุอุ่น บำรุงเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียน แก้ปวดประจำเดือน หล่อลื่นลำไส้ ระบายท้อง เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง ร่างกายเหลืองซูบ ประจำเดือนขาด และแก้อาการบวมได้อีกด้วย
วิธีปรุง
1.ตังกุย 9 กรัม อึ่งคี้ 30 กรัมต้มน้ำดื่ม ต้มได้ 2 ครั้ง บำบัดโรคโลหิตจาง
2.ทำซุปน้ำข้นใส่ปลาไหล
ผู้ไม่ควรบริโภค ผู้มีอาการปอดพร่อง ร้อนใน หรือเพิ่งหายจากการอาเจียนมีเลือดปนไม่ควรกิน และการกินตังกุยเป็นประจำจะทำให้มีอาการเจ็บคอและจมูกร้อนได้
โตวต๋ง
รสชาติและสรรพคุณ ส่วนเปลือกของต้นโตวต๋ง มีเจลาตินสีขาว ประกอบด้วยยางไม้สีขาว ไขมัน กรดอินทรีย์ รสหวาน มีธาตุอุ่น บำรุงตับ ไต กระดูก และเส้นเอ็น ลดความดันโลหิต บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ตับอ่อนแอ ปวดเมื่อยเอว
วิธีปรุง
1.ต้มกับเนื้อเพื่อบำรุงร่างกาย
2.โตวต๋ง 150 กรัม แช่ในเหล้าขาว 500 ซีซี เป็นเวลาครึ่งเดือน ดื่มครั้งละ 30 ซีซี วันละ 2 ครั้งบรรเทาอาการไตพร่องและหูอื้อ
ผู้ไม่ควรบริโภค ผู้ที่เลือดแห้งและร้อนใน ห้ามกิน
ตั้งเซียม
รสชาติและสรรพคุณ มีสรรพคุณคล้ายโสมจีน รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงพลังและม้าม ชุ่มปอด เพิ่มน้ำในร่างกาย ใจสั่น หายใจไม่เต็มปอด และท้องเดิน
วิธีปรุง ตั้งเซียม 20 กรัมพุทราจีน 10 ลูก ต้มน้ำจนสุก ใส่น้ำตาลพอประมาณ ดื่มแก้อาการอ่อนเพลีย
พุทราจีน
รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุอุ่น บำรุงม้าม ปรับกระเพาะอาหารให้สู่สภาวะสมดุล เสริมพลัง เพิ่มน้ำ บำรุงเลือด ลดไขมัน และต้านมะเร็ง มักใช้บำบัดอาการเบื่ออาหารเนื่องจากกระเพาะพร่อง หัวใจเต้นไม่ปกติ โรคไขมันในเลือดสูง และโรคตับ
วิธีปรุง
1.พุทราจีน 10-20 ลูก ตั้งเซียม 10 กรัม ต้มกินทั้งซุปและพุทราจีน บำบัดม้ามและกระเพาะพร่อง
2.พุทราจีน 10 ลูก รากผักขึ้นฉ่ายสด 10 ต้น ล้างให้สะอาดต้มเป็นซุป ลดคอเลสเตอรอล
เหง้าบัว
รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเย็นจัด เหง้าบัวสุกใช้บำรุงม้าม ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องเดิน
วิธีปรุง น้ำเหง้าบัวคั้น 1 ถ้วย กับน้ำสาลี่คั้น 1 ถ้วยผสมเข้าด้วยกันดื่มรักษาอาการไอ มีเสมหะข้นอาหารและ สมุนไพรจีน ทั้ง 12 ชนิดนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวจากชั้นอาหารและสมุนไพรจีนที่มีอีกกว่า 1,000 ชนิด ซึ่งทำให้นึกถึงความชาญฉลาดของชาวจีนโบราณที่เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและสิ่งแวดล้อม จนคิดสูตรอาหารและเครื่องยาที่ใช้ทั้งบำรุงร่างกายและบำบัดโรคให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์กันเรื่อยมา

กินอาหารได้ยาบำรุงร่างกายได้อย่างไร

ตามประวัติอันยาวนานกว่า 3,000 ปีของอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ชาวจีนเชื่อว่า “ยารักษาโรคและอาหารมีที่มาจากแหล่งเดียว ไม่มีเส้นแบ่งขอบเขตที่แน่นอนระหว่างยากับอาหาร” จากหนังสืออาหารเครื่องยาจีน ของ สำนักพิมพ์รีดเดอร์ ไดเจสท์ กล่าวถึงคำพูดของ นายแพทย์ซุนซือเหมี่ยวว่า “อาหารสามารถขจัดปัจจัยภายนอกช่วยปรับสภาพอวัยวะภายใน ทำให้จิตใจสงบ มีอารมณ์ดีและช่วยบำรุงพลังเลือด ผู้ที่สามารถใช้อาหารบำบัดโรคและบรรเทาอาการต่างๆ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้อันประเสริฐ ดังนั้นในฐานะที่เป็นแพทย์ จึงต้องเข้าใจสมุฏฐานของโรค แล้วรักษาด้วยอาหาร ถ้าไม่ได้ผลจึงรักษาด้วยยา”

ซึ่งการใช้อาหารบำบัดโรคหมายถึง การอาศัยสารอาหารชนิดพิเศษที่มีอยู่ในอาหารมาประกอบกับวิธีการปรุงที่เหมาะสม เพื่อบำบัดโรค ซึ่งมีหลักการหลายประการ เช่น

ทฤษฏีหยิน-หยาง

คุณมานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย เป็นผู้อธิบายให้เราฟังดังนี้ค่ะ “ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องดำรงหยิน-หยางให้คงไว้ในสภาวะสมดุล ร่างกายประกอบด้วยเนื้อเยื่อ โครงกระดูก เส้นผม เล็บ ซึ่งเป็นหยิน ส่วนหยางคือพลังงานของชีวิต ภายใต้สภาพปกติหยินหยางจะมีสภาวะสมดุลในลักษณะที่ตรงกันข้าม ก่อให้เกิดการไหลเวียนของพลังในร่างกายไปทั่วทุกจุด ถ้าปริมาณหรือลักษณะของตัวใดตัวหนึ่งเหลื่อมล้ำเกินไป ร่างกายจะผิดปกติ เช่นเมื่อใดที่หยางในร่างกายน้อย ทำให้การหมุนเวียนเลือดไม่ดี หน้าซีด ตัวเย็น แต่ถ้าหยางมากเกินไป จะทำให้ร้อนใน ผิวพรรณแห้ง อวัยวะภายในเป็นผังพืด หยิน หยาง ไม่สมดุลจุดไหน อวัยวะนั้นจะเกิดการอุดตันและเกิดโรคต่างๆ ตามมา” เมื่อพิจารณาจากอาการของโรคแล้ว เราสามารถจำแนกลักษณะโรคหยินและหยางได้ดังนี้

โรคหยาง เป็นโรคชนิดเฉียบพลัน มีลักษณะเดินหน้าและเพิ่มขึ้น มักปรากฏเป็นอาการไข้สูง จิตใจกระสับกระส่าย กระหายน้ำ ชอบกินของเย็น ท้องผูก ขัดเบา เป็นต้น

โรคหยิน เป็นโรคชนิดเรื้อรัง มีลักษณะถอยหลังและลดลง มักปรากฏเป็นอาการเย็นง่าย หนาวง่าย เซื่องซึม ไม่มีเรี่ยวแรง กินอาหารน้อยลง ท้องเดิน อุจจาระเหลว มือเท้าเย็น เป็นต้น

อาจารย์มานพยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “สำหรับอาหารและเครื่องยาจีนแต่ละชนิดมีฤทธิ์เป็นหยินหยางอยู่แล้ว การกินให้ถูกหลักจึงสามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกายได้” นอกจากนี้แพทย์แผนโบราณยังมีความรู้เรื่องอาหารว่ามีสรรพคุณและบำรุงร่างกายได้โดยการแบ่งย่อย ประกอบด้วย ธาตุทั้งสี่ และรสทั้งห้า รวมถึงปฎิกริยาขึ้น ลง ลอย จมของร่างกาย

การจำแนกตามธาตุอาหาร แพทย์จีนจำแนกธาตุอาหารหลากหลาย มีสรรพคุณแตกต่างกันดังนี้

อาหารที่มีธาตุเย็นและเย็นจัด ช่วยขับร้อน ถอนพิษ เช่น ข้าวเดือย แห้ว บวบ มะระ
อาหารที่มีธาตุร้อนและอุ่น ช่วยขจัดเย็น บำรุงส่วนที่พร่องของร่างกาย เช่น ขิงสด น้ำตาล ผักชี
อาหารที่มีธาตุเป็นกลาง ช่วยบำรุงม้าม ทำให้เจริญอาหาร เช่น ข้าวเหนียว ถั่วเหลือง น้ำมันงา
และแบ่งแยกเป็นรสทั้งห้า มีสรรพคุณแตกต่างกันและมีการแยกเป็นหยิน-หยาง

รสทั้งห้าของอาหาร

รสเผ็ด เป็นอาหารจำพวกหยาง ช่วยระบาย ช่วยให้พลังเดิน ทำให้โลหิตไหลเวียน แก้ไข้ ปวดกระเพาะ ปวดรอบเดือน อาหารรสนี้ได้แก่ ขิง กระเทียม ฮวยเจีย กุ้ยพวย กานพลู
รสหวาน (รวมรสจืด) เป็นอาหารจำพวกหยาง ช่วยปรับโจงชี่ให้สมดุล มักใช้บำบัดม้ามและกระเพาะอ่อนแอ อาหารไม่ย่อย สตรีร่างกายอ่อนแอหลังคลอด ปวดตามกระดูกและเอว อาหารรสหวานได้แก่ พุทราจีน ลำไย
รสเปรี้ยว(รวมรสฝาด) เป็นอาหารจำพวกหยิน ช่วยหยุดการหลั่งของเหลวและเพิ่มน้ำในร่างกาย มักใช้บำบัดอาการเหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ ปัสสาวะบ่อย ม้ามพร่อง สตรีตกขาว ร้อนใน อาหารรสเปรี้ยวได้แก่ ลูกเคียมซิก เม็ดบัว ลูกบ๊วย
รสขม เป็นอาหารจำพวกหยิน ช่วยขับร้อน สลายชื้น ปรับสภาวะพลังย้อนกลับ มักใช้บำบัดอาการหวัดแดด เป็นไข้ ตามัว ดีซ่าน อาหารรสขมได้แก่ เก๋ากี้ ผักขม มะระ
รสเค็ม เป็นอาหารจำพวกหยิน ช่วยระบาย และขับของเหลวในร่างกาย บำรุงไต และเลือด มักใช้บำบัดอาการท้องผูก ฝี ตัวบวม ไตพร่อง ขาดเลือด อาหารรสเค็มนี้ได้แก่ สาหร่าย ปลิงทะเล

]]>
7 สมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อย…หนักแค่ไหนก็เอาอยู่ เชื่อสิ!! http://johncusack.net/2017/04/17/7-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2/ Mon, 17 Apr 2017 07:59:28 +0000 http://johncusack.net/?p=9 สมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อย

เมื่ออายุของเรามากขึ้น ความเสื่อมทั้งหลายเริ่มคืบคลานเข้ามา ร่างกายที่เคยใช้งานอย่างหักโหมก็กลับทำได้เพียงไม่มากและไม่นาน สุดท้ายก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า กลายเป็นนำความเจ็บปวดมาสู่ร่างกาย

อาการปวดเมื่อย” เป็นอาการของความเจ็บปวดอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่โอกาสที่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุมากขึ้นก็ย่อมมีมากไปด้วย และที่สำคัญสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย อาการปวดเมื่อยจึงเป็นอาการหนึ่งที่แม้ไม่ได้ร้ายแรงแต่ก็นับว่าทรมานไม่น้อย

อาการปวดเมื่อยมักเกิดจากความเสื่อมและความล้าของร่างกาย ดังนั้นการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดการเกิดอาการปวดเมื่อยได้ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหนักก็คงจะหลีกเลี่ยงอาการปวดเมื่อยได้ยาก เราจึงควรหาวิธีการรักษาอาการปวดเมื่อยไว้ด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการบำบัดอาการปวดเมื่อย อาจเป็นทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการรับประทานยาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง ลดอาการปวดเมื่อย มีดังนี้

7 สมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อย แบบเอาอยู่

1. โสม สมุนไพรชั้นเลิศอย่างโสม ไม่ใช่แค่ราคาเท่านั้นที่สูง แต่สรรพคุณของโสมก็นับว่าสูงสมราคาด้วย เพราะโสมมีสรรพคุณในการบำรุงระบบต่างๆ ในร่างกายของเราให้ทำงานได้ดี ลดปริมาณน้ำตาลในร่างกาย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญโสมยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการบำรุงร่างกาย เพราะโสมถือว่าเป็นยาบำรุงกำลังชั้นยอด ผู้คนจึงนิยมรับประทานโสมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีพละกำลัง ไม่อ่อนแอหรือปวดเมื่อยง่าย

2. ซวงซู่ ซวงซู่เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่น่าสนใจ เพราะซวงซู่เป็นสมุนไพรจีนที่มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบประสาทให้ทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการไหลเวียนโลหิต ซึ่งหากระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายของเราดี สามารถไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายของเราได้อย่างเพียงพอ ร่างกายของเราก็จะแข็งแรง ไม่อ่อนเพลียง่าย ที่สำคัญเป็นสมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

3. กระดูกเสือ สมุนไพรชนิดนี้ชื่ออาจจะน่ากลัวสักหน่อย แต่ว่าถูกสร้างมาเพื่อลดอาการปวดเมื่อยโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ เพราะสรรพคุณของกระดูกเสือคือ เป็นยาบำรุงกำลัง เสริมสร้างมวลกระดูก และป้องกันกระดูกเสื่อม ดังนั้นเมื่อรับประทานสมุนไพรกระดูกเสือเข้าไปจึงทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง และรักษาอาการปวดเมื่อยจากอาการกระดูกเสื่อมได้

4. อบเชยจีน อบเชยจีนเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดอมหวาน ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงธาตุไฟ รวมทั้งบำรุงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญอย่างตับ ม้าม ไตได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณในการลดอาการปวดหลัง ปวดเอวจากอาการไตหย่อน และแก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาตโดยเฉพาะ สำหรับใครที่มีปัญหาปวดหลัง ปวดเมื่อย อย่าลืมนำสมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อยอย่างอบเชยจีนมาใช้กันด้วยนะค่ะ

5. หนิวซี เป็นสมุนไพรจีนอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย และบำรุงอวัยวะที่สำคัญอย่างตับและไต นอกจากนี้หนิวซียังมีฤทธิ์ในการช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย จึงสามารถช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากอาการกระษัยได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนิวซีเป็นสมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อยได้เห็นๆ แน่นอน

6. หู่จื่อ หู่จื่อเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณหลักในการบำรุงร่างกาย ทั้งบำรุงกำลัง บำรุงเลือด จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งยาอายุวัฒนะที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาอาการปวดหลัง ปวดเอวได้ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก

7. ตังกุย มุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อยชนิดนี้หลายคนน่าจะรู้จัก เพราะนิยมนำมาทำสมุนไพรบำรุงร่างกายกันอยู่บ่อยๆ เพราะ ตังกุยมีสรรพคุณในการบำรุงเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต เพราะฉะนั้นตรงไหนที่มีอาการปวดจากอาการเลือดคั่งหรือฟกช้ำ ก็จะสามารถรักษาอาการนี้ได้ รวมไปถึงอาการปวดข้อ ปวดกระดูก นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตังกุยในการระงับอาการปวด หรือบวมที่เกิดจากการอักเสบได้อีกด้วย

สมุนไพรจีนทั้ง 7 ชนิดนี้ นับว่ามีคุณสมบัติเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อย ดังนั้นใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับปัญหาปวดเมื่อยอยู่ ก็ลองหาสมุนไพรจีนแก้ปวดเมื่อยเหล่านี้มารับประทานกันดู เพราะคุณอาจกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ปวดเมื่อยง่าย ไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป

ทั้งนี้เรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายของคุณแข็งแรงมากขึ้นด้วย ที่สำคัญถ้าคุณยังโหมงานหนักมากเกินกำลังก็เป็นการยากที่คุณจะหายขาดจากอาการปวดเมื่อย

]]>
ดอกอัญชัน สมุนไพรสีน้ำเงิน ประโยชน์หลากหลายปลูกง่ายโตไว http://johncusack.net/2017/04/06/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80/ Wed, 05 Apr 2017 20:23:40 +0000 http://johncusack.net/?p=23 ดอกอัญชัน สีน้ำเงินสดใส คือพืชผักที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี นิยมนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เป็นสีผสมอาหาร หรือทำเป็นเครื่องดื่ม ไม่เพียงแค่สีสันที่สดใสของดอกเท่านั้น แต่มันยังอุดมไปด้วยสรรพคุณทางยาที่จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ได้ตั้งแต่รากจนถึงดอก แถมเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย โตไว ทำให้มันเป็นสมุนไพรราคาถูกที่ใครๆ ก็สามารถหามารับประทานกันได้ไม่ยาก

ลักษณะของ ดอกอัญชัน

  • อัญชันมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า butterfly pea หรือ blue pea ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Clitoria ternatea Linn. จัดอยู่ในวงศ์ Fabaceae ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับถั่วฝักเมล็ดกลม เช่น ถั่วแระ, ถั่วลันเตา และถั่วพู เป็นต้น มีชื่อเรียกในท้องถิ่น เช่น เอื้องชัน เองชัญ และแดงชัน เป็นต้น
  • ลำต้นของอัญชันจะเป็นไม้เลื้อยล้มลุกเนื้ออ่อน มีอายุสั้น ลำต้นมีขมนุ่มปกคลุม แตกยอดเลื้อยพันไปกับสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวที่เกาะเกี่ยวได้ พบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะในป่าที่มีความโล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นพื้นที่ๆ มีต้นไม้ให้ร่มเงาแบบกึ่งร่ม ใบเรียงตัวประกอบกันเหมือนขนนก ยาว 6-12 เซนติเมตร มีใบย่อยเป็นรูปไข่ 5-7 ใบ กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ส่วนโคนใบมน สัมผัสผิวใบด้านล่างจะรู้สึกได้ถึงขนหนาปกคลุมอยู่
  • อัญชันมีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่สีสันของดอก สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม เมื่อคั้นน้ำออกมาจะได้เป็นสีฟ้า แต่ยังพบดอกสีขาว ม่วง และฟ้า ตามสายพันธุ์ การออกดอกจะออกเป็นดอกเดี่ยว รูปทรงคล้ายกับฝาหอยเชลล์ อยู่กันเป็นคู่ตามซอกใบ มีกลีบดอก 5 กลีบ เมื่อดอกบานสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะมีความยาวตั้งแต่ 2-4 เซนติเมตร ปลายดอกเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางดอกเป็นสีเหลือง มีทั้งแบบดอกซ้อนและดอกลา โดยที่ดอกซ้อนจะมีกลีบดอกที่ขนาดเท่ากัน แต่หากเป็นดอกชั้นเดียว กลีบชั้นนอกจะใหญ่กว่ากลีบชั้นใน
  • ผลของอัญชันจะเป็นฝักแบน กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ด้านในมีเมล็ดสีดำคล้ายไตเรียงตัวอยู่ประมาณ 5-10 เมล็ด

ประโยชน์จากการรับประทาน ดอกอัญชัน

  1. สรรพคุณทางยาที่น่าสนใจของ ดอกอัญชัน ที่นำมารับประทาน ภายในดอกจะมีสารพิเศษที่รู้จักกันในชื่อว่า “แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)” เป็นสารที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น กระตุ้นการทำงานของดวงตาให้ดีขึ้น ช่วยลดภาวะเสื่อมสภาพของดวงตา ลดอาการตามัว ตาฟาง ป้องกันการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ป้องกันความเสี่ยงโรคต้อหิน และโรคต้อกระจก กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ แก้ผมร่วง ของร่างกายได้อย่างเต็มที่
  2. อัญชันมีสารที่ช่วยทำหน้าที่เสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ต้านการออกซิเดชั่นของไขมัน ทำให้ชะลอการเกิดโรคที่มาจากคอเลสเตอรอล ภาวะอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจโรคความดัน และโรคหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด ขับปัสสาวะ และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลาย
  3. ดอกอัญชัน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ชะลอการเกิดริ้วรอย บำรุงสมอง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย บรรเทาอาการเหน็บชาตามมือและเท้า และแก้อาการฟกช้ำ
]]>
15 สรรพคุณ…ประโยชน์ของ “ห่วยซัว” เป็นอาหารก็ได้ เป็นยาก็ดี http://johncusack.net/2017/03/03/15-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%88/ Fri, 03 Mar 2017 12:29:30 +0000 http://johncusack.net/?p=12 สรรพคุณ ประโยชน์ของห่วยซัว

สมุนไพรจีนส่วนใหญ่มักต้องนำไปต้มดื่ม หรือนำไปตุ๋นยาจีน แต่ปัจจุบันมีการปรับและประยุกต์ให้เป็นสารสกัดแบบผงหรือแบบแคปซูลเพื่อให้กินสะดวกกินง่ายยิ่งขึ้น แต่สำหรับสมุนไพรจีนที่ชื่อว่า “ห่วยซัว”  นั้นต่างจากสมุนไพรจีนอื่นๆ ตรงที่มีความคล้ายหัวมัน หัวเผือก และเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลกลอย ทำให้กินง่าย กินอร่อย และยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปทำความรู้จักกับสรรพคุณและประโยชน์ของห่วยซัวกันเลย

สรรพคุณทางยาของ “ห่วยซัว” สมุนไพรเพื่อผู้สูงอายุ

ห่วยซัว” เป็นพืชตระกลูเดียวกับกลอย สามารถนำมากินได้ทั้งสดและแห้ง คนจีนมักเรียกว่า “ฮ่วยซัว” บ้างก็เรียกว่า “ฮวงกั้ว” เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า “มันเทศจีน” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea opposite รากของห่วยซัวนำมาทำเป็นยาบำรุงได้ ส่วนหัวก็ทำมาทำเป็นยาได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่นิยมนำมาประกอบอาหาร เป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเรียกห่วยซัวว่า “นางาอิโมะ” นิยมนำมาใส่ในโซบะ และนำมาฝนเป็นผงโรยข้าว ส่วนใหญ่พบการเพาะปลูกห่วยซัวที่ประเทศ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

ห่วยซัว ประกอบด้วยแป้ง มิวคัส กรดอะมิโน โคลีน มีสรรพคุณในการย่อยอาหาร และบำรุงไต จัดเป็นสมุนไพรเย็นที่ช่วยเยียวยาอาการต่างๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี เช่น ปัสสาวะมาก เหงื่อออกมาก กระหายน้ำ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เป็นต้น นอกจากนี้สรรพคุณของห่วยซัวยังเป็นสมุนไพรบำรุงกำลังวังชา เสริมสร้างพละกำลังให้แก่ผู้สูงอายุได้อีกด้วย

15 ประโยชน์และสรรพคุณของ “ห่วยซัว”

1. รากของห่วยซัวมีสรรพคุณเป็นยาระบาย

2. ห่วยซัวช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง

3. ะโยชน์ของห่วยซัวช่วยรักษาโรคเบาหวาน

4. ห่วยซัวช่วยลดอาการแผลเปื่อย แผลอักเสบ

5. รากของห่วยซัวช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงจากโรคเบาหวาน

6. รากของห่วยซัวช่วยแก้อาการปัสสาวะมาก เหงื่อออกมาก กระหายน้ำ ขาดน้ำ ผอมซูบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

7. รากของห่วยซัวมีสรรพคุณช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ

8. ห่วยซัวทั้งหัวและรากช่วยให้เจริญอาการ แก้อาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

9. เนื้อห่วยซัวมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงไต และม้าม

10. เนื้อห่วยซัวมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย เสริมสร้างพละกำลัง

11. รากของห่วยซัวเป็นยาเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ

12. ประโยชน์ของห่วยซัวช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย

13. ห่วยซัวช่วยขับของเสียออกทางปัสสาวะ และอุจจาระ

14. ห่วยซัวมีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูก

15. ห่วยซัวบำรุงกำลัง และช่วยให้ความจำดี

ประโยชน์ของห่วยซัว

ประโยชน์ของ “ห่วยซัว” เป็นอาหารก็ได้ เป็นยาก็ดี

ใครที่ชื่นชอบการกินมันเทศ ไม่ควรพลาดสมุนไพรชนิดนี้เพราะมันคือ “มันเทศจีน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งสมุนไพรบำรุงกำลัง และมีความหอมมันอร่อย ไม่แพ้มันเทศญี่ปุ่น นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งคาว และหวาน (แต่ที่ญี่ปุ่นจะนิยมนำไปทำเป็นของคาวมากกว่า) ลักษณะของเนื้อจะมีสีขาวสะอาด แต่เปลือกจะคล้ายมันฝรั่ง มีผิวคันเล็กน้อย สามารถกินได้ทั้งดิบและสุก เนื้อดิบจะมีความกรอบและเหนียวหนึบกว่ามันฝรั่งเล็กน้อย เนื้อสุกจะนิ่มเหมือนเผือก ห่วยซัวอุดมไปด้วยโปรตีน โพแทสเซียม แมงกานีส สังกะสี วิตามินซี วิตามินบี 1 โพลีฟีนอล และอื่นๆ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศจีน และญี่ปุ่น ห่วยซัวถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และบำรุงกำลัง ที่สำคัญคือแคลอรีต่ำ จึงไม่ทำให้อ้วน

เมนู “ห่วยซัว” แสนอร่อย

การกินห่วยซัวต้มแทนมันต้มธรรมดา ก็จะทำให้ร่างกายได้ขับของเสียจากภายใน ช่วยบำรุงไต และม้ามได้ดี อีกทั้งยังเป็นอาหารเพิ่มพลังให้แก่ผู้ป่วยที่รู้สึกไม่มีแรง หรือผู้สูงอายุให้มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้น บางเสียงก็ว่าห่วยซัวนั้นสามารถเพิ่มพลังทางเพศได้ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้กระหาย แก้ปัสสาวะมาก เหงื่อออกมากได้ดี

เมนูแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคห่วยซัวคือ นำไปต้มแล้วใส่ในสาคู หรือข้าวเหนียวเปียก ช่วยเพิ่มความมันอร่อยได้มากขึ้น อีกเมนูที่อยากแนะนำคือห่วยซัวบด โดยนำห่วยซัวไปต้มให้นิ่มแล้วบดให้เนียนผสมเกลือ น้ำตาล และนม ทำมากินคู่กับน้ำผึ้งหรือแยม จะได้เมนูขนมหวานเมนูใหม่ที่ได้สุขภาพ และให้พลังงานแบบแคลอรีต่ำ เป็นสมุนไพรที่บำรุงร่างกาย แถมยังช่วยให้อิ่มเร็วแบบไม่อ้วนอีกด้วย หรือจะทำเป็นของคาว หั่นเป็นแว่นๆ แล้วต้มกับแกงจืดก็อร่อยไม่แพ้กัน

ได้รู้ถึงสรรพคุณและประโยชน์ของห่วยซัว หรือ มันเทศจีนกันไปแล้ว ครั้งต่อไปหากเจอเจ้าสมุนไพรตัวนี้ที่ไหน ลองซื้อมาทำเมนูแสนอร่อยที่แนะนำนะค่ะ รับรองได้ทั้งความอร่อย และบำรุงสุขภาพได้ดีอย่างแน่นอน

]]>
10 สรรพคุณ…ประโยชน์ของเจียวกู่หลาน “สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ” http://johncusack.net/2017/01/09/10-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5/ Mon, 09 Jan 2017 10:38:53 +0000 http://johncusack.net/?p=15 สรรพคุณ ประโยชน์ของเจียวกู่หลาน

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมุนไพรที่จะนำไปฝากคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้สูงอายุ แต่ยังลังเลอยู่ว่าจะเลือกสมุนไพรชนิดไหนดี ขอแนะนำให้เลือก “เจียวกู่หลาน” เพราะมีสรรพคุณหลายอย่างที่ผู้สูงอายุควรได้รับ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงอ่อนๆ ชงดื่มง่าย ไม่มีผลข้างเคียง

ที่มาของ “เจียวกู่หลาน” สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ

เจียวกู่หลาน” มีชื่อในภาษาไทยว่า “ปัญจขันธ์” หรือ “เบญจขันธ์” ที่แปลว่า 5 แฉกตามลักษณะใบของมัน เจียวกู่หลานเป็นพืชประเภทเถา ตระกูลไม้ล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชื้น หรือบริเวณที่มีทางน้ำ เป็นสมุนไพรไม้เลื้อยที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ต้นกำเนิดพบในประเทศอินเดีย เนปาล จีน พม่า ลาว ไทย เกาหลี และญี่ปุ่น ในประเทศไทยเรานี้มีการเพาะปลูกเจียวกู่หลานได้ดีที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังไม่แพร่หลายนัก ส่วนใหญ่มักมีการนำเข้าจากอินเดีย และ จีน เพราะมีคุณภาพดีกว่า คนจีนเรียกเจียวกู่หลานว่าเป็น “สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ” เนื่องจากมีสรรพคุณในการยับยั้งโรค และฟื้นฟูร่างกายได้ดี

สารสำคัญ และสรรพคุณเด่นในเจียวกู่หลาน

มีคำกล่าวว่าเจียวกู่หลานมีสรรพคุณคล้าย “โสม แต่ราคาย่อมเยาว์กว่า ว่ากันว่าช่วยต้านมะเร็งได้ และเป็นยาอายุวัฒนะ สารที่พบในเจียวกู่หลานคือ “ฟลาโวนอยด์” ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารที่ช่วยต้านมะเร็ง ต้านโรคหัวใจ ต้านจุลินทรีย์ ต้านเชื้อไวรัส และต้านการอักเสบของแผลภายใน เป็นสารที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องเกิดจากการกินเข้าไปเท่านั้น นอกจากเจียวกู่หลานแล้ว ยังพบฟลาโวนอยด์ในชาเขียว และองุ่น อีกด้วย

แต่นอกจากสารฟลาโวนอยด์แล้วยังมีสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในเจียวกู่หลานเท่านั้นคือ “สารกายปิโนไซด์” (Gypenoside) ที่ช่วยเสริมสร้างพละกำลัง และปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้คงที่ อีกทั้งยังพบว่าสารนี้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศด้วย จึงมีหลายเสียงจากนักวิจัยว่า เจียวกู่หลานมีสรรพคุณที่คล้ายกับโสมบางคนบอกว่าดีกว่าโสมด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนกินว่าจะถูกกับสมุนไพรชนิดใดมากกว่ากัน แต่ด้วยราคาของเจียวกู่หลานที่ย่อมเยาว์กว่าโส มแต่สรรพคุณไม่ต่างกันมาก ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการเลือกบริโภคสมุนไพรในรูปแบบที่ต่างกัน

10 สรรพคุณและประโยชน์ของเจียวกู่หลาน ที่ห้ามพลาด!!

1. เจียวกู่หลานอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี ที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์กระดูก ป้องกันกระดูกให้แข็งแรง บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก

2. เจียวกู่หลานมีสรรพคุณช่วยลดการฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดกล้ามเนื้อ

3. เจียวกู่หลานเป็นสมุนไพรเย็น แก่ร้อนใน ดับกระหาย ถอนพิษไข้ ถอนพิษร้อน

4. เจียวกู่หลานมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของร่างกาย ต้านเซลล์มะเร็ง ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณให้กระชับ เสริมสร้างสมดุลให้ร่างกาย

5. ใบของเจียวกู่หลานนำมาต้มดื่มเป็นชาร้อน จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และป้องกันการเกาะตัวเป็นก้อนของเกล็ดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี

6. ประโยชน์ของเจียวกู่หลานช่วยบำรุงหัวใจ และปอด

7. เจียวกู่หลานช่วยให้สมดุลฮอร์โมนในร่างกายคงที่ ในเพศหญิงจะช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ บำรุงเลือด ในเพศชายจะช่วยลดอาการต่อมลูกหมากโต และเสริมสมรรถภาพทางเพศ

8. สรรพคุณของชาเจียวกู่หลานช่วยขับน้ำในร่างกายออกทางปัสสาวะและเหงื่อ เหมาะกับผู้ที่กำลังลดความอ้วนเพราะช่วยลดคอเลสเตอรอล และช่วยขับเหงื่อขับลมได้ดี

9. ประโยชน์ของเจียวกู่หลานช่วยรักษาโรคถุงลมโป่งพองได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณลดการอักเสบ และบำรุงปอด จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ

10. สรรพคุณเจียวกู่หลานช่วยลดแผลในกระเพาะ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

เจียวกู่หลาน กินอย่างไรได้สุขภาพดี?

ชาวจีนใช้สมุนไพรเจียวกู่หลานมาต้มดื่มเป็นชาร้อน ชาวจีนแบ่งประเภทสมุนไพรตามหลัก “หยินหยาง” คือสมุนไพรร้อนและสมุนไพรเย็น เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย ส่วนใบเจียวกู่หลานจัดเป็นสมุนไพรเย็น หรือ “หยิน” ซึ่งช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ หายจากอาการอ่อนเพลียได้ดี การดื่มชาเจียวกู่หลานเพื่อปรับสมดุลร่างกายต้องดื่มหลังมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี ควรชงในน้ำร้อนที่เดือดจัด แต่ไม่ควรดื่มติดต่อกันนานเกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นสมุนไพรเย็น อาจทำให้มือเย็น เท้าเย็นได้ จึงควรเว้นสัปดาห์ในการดื่ม แต่หากดื่มครั้งแรกมีอาการมึนงง ตาพร่า ให้ชงเจียวกู่หลานกับน้ำเดือดให้เจือจางลง

เจียวกู่หลานถือเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณเหมาะกับการบำรุงร่างกายของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ปัจจุบันนอกจากจะนำใบเจียวกู่หลานมาชงเป็นชาแล้ว ก็ยังสามารถหาซื้อได้ในรูปแบบสารสกัดแปรรูปทั้งแบบผงและแคปซูล ส่วนรสชาติของเจียวกู่หลานนั้นเป็นความลับ บ้างก็บอกว่าฝาด บ้างก็บอกว่าขมมาก บางก็บอกว่าหวาน แล้วแต่คนกิน แต่ประโยชน์ที่ได้นั้นได้ดีเท่ากันแน่นอน

]]>